อากิเน๊ะ & อาเจโปะ ฮา..ฮา...
กระเหรี่ยงหนุ่มคนนี้ หลังจากแต่งงานกับสาวชาวเขาเดียวกันได้ไม่นาน
เธอก็ตั้งท้องลูกคนแรก ประคองครรภ์อยู่บนยอดดอยจนใกล้คลอด
เธอก็รีบชวนเพื่อนสาวบ้านใกล้กันมาแอ๊ดมิทยังโรงพยาบาลพื้นราบ
เตรียมตัวและเตรียมพร้อม
เพื่อจะเป็นคุณแม่อย่างเต็มที่
เธอนอนครางโอดโอยอยู่จนคุณหมอบอกว่า ถึงเวลาแล้วท ี่จะต้องเข้าห้องคลอด
แต่ก่อนเข้าหมอก็แจ้งแก่เธอว่าต้องทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อน
โดยการแว๊กซ์ หรือกำจัดขนบริเวณนั้นให้เหี้ยนเตียน
เมื่อเธอได้ยินเธอก็ให้ตกอกตกใจยิ่งนัก
แล้วก็ตั้งมั่นกับตัวเองว่ายังไงก็ไม่ให้หมอโกนแน่นอน
ขณะพยาบาลจับขึ้นขาหยั่ง เธอก็ส่ายหน้าแล้วเอามือปิดตรงนั้นไว้แน่น "
เราม่าโกเดะขาด " เธอพูดกับหมอเสียงแข็ง
" ไม่โกนไม่ได้นะคะ เพราะว่าบริเวณนั้นมันสกปรก แล้วอาจจะทำให้ลูกติดเชื้อ "
หมออธิบาย " ม่าโก ยางายเราก็ม่าโก "
คุณหมออธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเธอก็ยังไม่ยอม แต่แล้วจู่ๆ
เธอก็หาทางออกให้คุณหมอได้ ด้วยวิธีที่เธอคิดว่า
น่าจะเป็นการพบ! กันครึ่งทาง " แหวะ ๆ อากิเน๊ะ....แหวะ ๆ อากิเน๊ะ "
เธอพูดประโยคนี้กับหมอ แต่หมอฟังยังไงก็ไม่เข้าใจ
เพื่อนสาวของเธอที่มาด้วยก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะพูดไม่ชัดเหมือนกัน
ในที่สุด หมอก็บอกกับเพื่อนสาวของ
เธอว่าให้ไปตามสามีของหญิงคนนี้มาให้หน่อยเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง
เพื่อนสาวของเธอรีบขึ้นดอยไปตามสามีเธอมา
เมื่อมาถึงคุณหมอก็บอกกับสามีเธอว่า
" นี่ช่วยอธิบายให้เมียเธอเข้าใจหน่อยว่ายังไงก็ต้องโกนเพราะถ้าไม่โกนเด็กอาจจะเป็นอันตราย"
สามีรีบหันไปพูดกับภรรยาเหมือนที่หมอบอก แต่คำตอบก็ได้กลับมา อย่างเดิม คือ "
แหวะ ๆ อากิเน๊ะ"
" ไหนบอกหมอซิว่าเมียเธอพูดว่ายังไง " หมอถาม
" เมียผมบอกว่าให้หมอแหวก ๆ แล้วเอากิ๊บเหน็บครับ "
หมอได้ยินก็สะดุ้งโหยง และบอกกลับไปว่า " เธอจะบ้าเหรอ!
ใครมาคลอดลูกก็ต้องโกนกันทั้งนั้น แล้วกิ๊บ ที่ไหนมันจะเก็บได้ทุกเส้นล่ะ "
สามีหันไปพูดกับภรรยา และก็ได้คำตอบกลับมาว่า " หวิ ๆ อาเจโปะ....หวิ ๆอาเจโปะ "
" อ่ะ...ไหนว่ามาซิ เมียเธอบอกว่ายังไง " หมอถาม
สามีอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็บรรจง! แปลให้หมอฟังว่า
" เมียผมบอกว่า ถ้าหมอกลัวว่าจะเก็บไม่ได้ทุกเส้น ก็ให้หมอหวีๆ
แล้วก็เอาเจลโปะครับ "
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ไร้กรอบ
***เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลก
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น
ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัม ภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน 'เสาร์สวัสดี'
ของ 'กรุงเทพธุรกิจ ' มาก
คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น
'ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา'
เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไป
ด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง 'คลื่น'
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิ ดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก
'จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย'
โหย....เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ
เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด
ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง
เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้ง สมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบ ด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเอง เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
'ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ
ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้'
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง
'ถ้ารอและตั้งรับ
คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่า
เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้'
โหย....เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่า
ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย
ที่ต้องตั้งโจทย์เอง และตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย
ที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
ถ้าใครที่คุ้นกับ 'ชีวิตปรนัย' ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ
'กรอบ'
ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิด และตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่า
เพราะมี 'คำถาม' จึงมี 'คำตอบ'
เมื่อมี 'คำตอบ' เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง 'โสเครติส' เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ
สร้างองค์ความรู้จาก 'คำถาม' กลยุทธ์ของ 'โสเครติส' ในการสอน คือ
ไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
'โสเครติส' เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน
'ความไม่รู้' ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้นแสวงหา 'ความรู้'
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี 'ความรู้' เขาก็จะไม่แสวงหา 'ความรู้ '
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมาย
โจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท 'น้ำ' ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท 'น้ำ' ใหม่ ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
'น้ำ' ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก
'คำตอบ' ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
'คำตอบ' จาก 'คำถาม' ของ 'โสเครติส'
'โสเครติส' นิยามศัพท์คำว่า 'คนฉลาด' และ 'คนโง่' ได้อย่างน่าสนใจ
'คนฉลาด' ในมุมมองของ
'โสเครติส' นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องแต่
'คนฉลาด' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
ส่วน
'คนโง่' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
***ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้
ผมยังมีความภาคภูมิใจใน 'ความรู้'
ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้
ทำไมผมเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองไม่รู้อะไรเลย***
ลองหาความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวคุณเอง
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลก
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น
ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัม ภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน 'เสาร์สวัสดี'
ของ 'กรุงเทพธุรกิจ ' มาก
คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น
'ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา'
เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไป
ด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง 'คลื่น'
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิ ดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้
แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก
'จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย'
โหย....เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ
เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด
ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง
เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้ง สมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบ ด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเอง เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
'ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ
ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้'
เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง
'ถ้ารอและตั้งรับ
คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่า
เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้'
โหย....เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่า
ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย
ที่ต้องตั้งโจทย์เอง และตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย
ที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
ถ้าใครที่คุ้นกับ 'ชีวิตปรนัย' ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ
'กรอบ'
ที่คนอื่นสร้างให้
ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิด และตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่า
เพราะมี 'คำถาม' จึงมี 'คำตอบ'
เมื่อมี 'คำตอบ' เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง 'โสเครติส' เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ
สร้างองค์ความรู้จาก 'คำถาม' กลยุทธ์ของ 'โสเครติส' ในการสอน คือ
ไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
'โสเครติส' เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน
'ความไม่รู้' ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้นแสวงหา 'ความรู้'
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี 'ความรู้' เขาก็จะไม่แสวงหา 'ความรู้ '
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมาย
โจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท 'น้ำ' ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท 'น้ำ' ใหม่ ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
'น้ำ' ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก
'คำตอบ' ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
'คำตอบ' จาก 'คำถาม' ของ 'โสเครติส'
'โสเครติส' นิยามศัพท์คำว่า 'คนฉลาด' และ 'คนโง่' ได้อย่างน่าสนใจ
'คนฉลาด' ในมุมมองของ
'โสเครติส' นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องแต่
'คนฉลาด' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
ส่วน
'คนโง่' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้
***ไม่น่าเชื่อว่าก่อนหน้านี้
ผมยังมีความภาคภูมิใจใน 'ความรู้'
ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้
ทำไมผมเริ่มรู้สึกว่า
ตัวเองไม่รู้อะไรเลย***
ลองหาความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวคุณเอง
แฟนเอ็งยังบริสุทธิ์
แฟนเอ็งยังบริสุทธิ์
เรื่องมีอยู่ว่า
ต้นพาแฟนมานอนที่บ้าน
ด้วยความที่ไม่ประสาในเรื่องนี้จึงโทรปรึกษากับพี่แม็ก ผู้ช่ำชอง
ต้น: ฮัลโหล พี่แม็ก ผมพาแฟนมานอนที่บ้าน แต่ผมทำไม่เป็นน่ะ
ผมไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง
พี่แม็ก: เอ็งนี้ไร้เดียงสาจิงๆให้ตาย เอาง่ายๆแกนอนข้างบน
แล้วให้แฟนนอนข้างล่าง แค่นี้ก็เรียบร้อย
จากนั้นต้นก็นอนบนเตียงแล้วปูเสื่อให้แฟนมันนอนที่พื้นข้างเตียง
เวลาผ่านไปนานไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงออกจากห้องมาเข้าห้องน้ำ
แฟนต้นปิดประตูล็อกห้องด้วยความเซ็ง เจ้าต้นจึงเข้าห้องไม่ได้
จึงโทรปรึกษาพี่แม็กอีก
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก ผมเข้าไม่ได้อ่ะพี่ทำไงดี
พี่แม็ก: เอ็ง ค่อยๆเอาหัวดันเข้าไปซิ ไอ้เซ่อ
เจ้าต้นก็เอาหัวดันประตูอยู่นาน แต่ก็เข้าไม่ได้
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก พยายามดันแล้ว เข้าไม่ได้อยู่ดีอ่ะพี่
พี่แม็ก: ถ้างั้นเอ็งค่อยๆกระแทก กระแทกเข้าไป
ต้นเอาหัวกระแทกประตูโป๊กๆ .......................... หัวแตก!
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก เลือดออกแล้ว
พี่แม็ก: เฮ้ย!!!!!ต้น ต้น ....... พี่ดีใจด้วยโว๊ย .............
แฟนเอ็งยังบริสุทธิเว้ย
เรื่องมีอยู่ว่า
ต้นพาแฟนมานอนที่บ้าน
ด้วยความที่ไม่ประสาในเรื่องนี้จึงโทรปรึกษากับพี่แม็ก ผู้ช่ำชอง
ต้น: ฮัลโหล พี่แม็ก ผมพาแฟนมานอนที่บ้าน แต่ผมทำไม่เป็นน่ะ
ผมไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง
พี่แม็ก: เอ็งนี้ไร้เดียงสาจิงๆให้ตาย เอาง่ายๆแกนอนข้างบน
แล้วให้แฟนนอนข้างล่าง แค่นี้ก็เรียบร้อย
จากนั้นต้นก็นอนบนเตียงแล้วปูเสื่อให้แฟนมันนอนที่พื้นข้างเตียง
เวลาผ่านไปนานไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงออกจากห้องมาเข้าห้องน้ำ
แฟนต้นปิดประตูล็อกห้องด้วยความเซ็ง เจ้าต้นจึงเข้าห้องไม่ได้
จึงโทรปรึกษาพี่แม็กอีก
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก ผมเข้าไม่ได้อ่ะพี่ทำไงดี
พี่แม็ก: เอ็ง ค่อยๆเอาหัวดันเข้าไปซิ ไอ้เซ่อ
เจ้าต้นก็เอาหัวดันประตูอยู่นาน แต่ก็เข้าไม่ได้
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก พยายามดันแล้ว เข้าไม่ได้อยู่ดีอ่ะพี่
พี่แม็ก: ถ้างั้นเอ็งค่อยๆกระแทก กระแทกเข้าไป
ต้นเอาหัวกระแทกประตูโป๊กๆ .......................... หัวแตก!
ต้น: ฮัลโหลพี่แม็ก เลือดออกแล้ว
พี่แม็ก: เฮ้ย!!!!!ต้น ต้น ....... พี่ดีใจด้วยโว๊ย .............
แฟนเอ็งยังบริสุทธิเว้ย
วิชาเพศศึกษา 18+ ( ขำๆ )
ครูสมศรีเป็นครูฝึกสอนและได้รับหน้าที่สอนวิชาเพศศึกษาแก่เด็กนักเรียนเล็กๆ
ซึ่งทำให้ครูสมศรีหนักใจเกี่ยวกับการสอนวิชานี้มาก
ในคาบแรกที่สอนครูสมศรีจึงวาดรูปหน้าอกผู้หญิง แล้วถามนักเรียนว่า
" ใครรู้บ้างว่านี่คืออะไร " เด็กหญิงจอยรีบยกมือและตอบด้วยความมั่นใจว่า
" นมค่ะ และ แม่หนูมีสองอัน " ครูสมศรีจึงบอกว่า " ถูกต้อง เก่งมากจ้ะ "
หลังจากนั้นเธอจึงทำการวาดจู๋ของผู้ชายแล้วเอ่ยขึ้นว่า " ใครตอบได้บ้าง ว่านี่คืออะไร "
เด็กชายบอยยกมือขึ้น แล้วตอบด้วยความมั่นใจว่า " เรียกว่าจู๋ ครับ และพ่อผมก็มีสองอัน "
ครูสมศรีงงและบอกว่า " ฮ้า ! มันจะเป็นไปได้ยังไง มีสองอัน "
เด็กชายบอยจึงตอบว่า " จริงซีครับ ก็อันเล็ก พ่อผมเอาไว้ฉี่ ส่วนอันใหญ่ พ่อผมเอาไว้แปรงฟันให้แม่ครับ "
ซึ่งทำให้ครูสมศรีหนักใจเกี่ยวกับการสอนวิชานี้มาก
ในคาบแรกที่สอนครูสมศรีจึงวาดรูปหน้าอกผู้หญิง แล้วถามนักเรียนว่า
" ใครรู้บ้างว่านี่คืออะไร " เด็กหญิงจอยรีบยกมือและตอบด้วยความมั่นใจว่า
" นมค่ะ และ แม่หนูมีสองอัน " ครูสมศรีจึงบอกว่า " ถูกต้อง เก่งมากจ้ะ "
หลังจากนั้นเธอจึงทำการวาดจู๋ของผู้ชายแล้วเอ่ยขึ้นว่า " ใครตอบได้บ้าง ว่านี่คืออะไร "
เด็กชายบอยยกมือขึ้น แล้วตอบด้วยความมั่นใจว่า " เรียกว่าจู๋ ครับ และพ่อผมก็มีสองอัน "
ครูสมศรีงงและบอกว่า " ฮ้า ! มันจะเป็นไปได้ยังไง มีสองอัน "
เด็กชายบอยจึงตอบว่า " จริงซีครับ ก็อันเล็ก พ่อผมเอาไว้ฉี่ ส่วนอันใหญ่ พ่อผมเอาไว้แปรงฟันให้แม่ครับ "
พี่เขยกับน้องเมีย ......(เรื่องจากชีวิตจริง อุทาหรณ์สอนหญิง)
พี่เขยกับน้องเมีย ......(เรื่องจากชีวิตจริง อุทาหรณ์สอนหญิง)
ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534
และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวและลูกชายอย่าง ละคน
ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 24ตารางวาบนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว
ตอนหลังเค้าเลิกกัน เขามาหาดิฉันดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน
แต่ว่ามาคนเดียวนะคะส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา
น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปีจนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉ ันเกือบสลาย
คือ เรื่องของเรื่อง...สามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น.และในเวลา 00.45 น.
ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้ว แต่ดิฉันง่วงมาก ลุกไม่ไหว
ก็หลับต่อ ...ต่อมาก็ตกใจตื่น ตอน ตี 2 กว่าๆ นิดหน่อย ไม่เห็นสามีนอนอยู่
ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี
ใจหายวาบ ....รีบลงมาที่โซฟาข้างล่าง..ก็ไม่มี
รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน
มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก .....
เหลืออยู่ห้องเดียวคือ.....ห้องน้องสาว..ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ....อยากจะเป็นลม
แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติ..คิดใน ใจว่า
ถ้า...เขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร ?
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว...น้ำตาก็ไหล
นึกในใจ ว่า... จะทำอย่างไร ?
เราจะทำอย่างไรดี ....
ลูกก็ยังเล็ก ดิฉันตัดสินใจ ? เลิก?
ยังไงก็ต้องเลิก ....!!
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่น..ส่วนดิฉันจะอยู่ กับลูกๆ
คือจะยกสามีให้น้องสาวไป... ถ้าเขารักกัน
รอจนประมาณ ตี 3 กว่าๆ
ดิฉันนึกในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯเข้ามือถือเขาแล้วเสียงโ ทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเ ลย
เป็นไง...เป็นกัน ดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ
ใจดิฉันเต้นแรง...จนเกือบหลุดออกมาข้างนอก
ดิฉันยืนอยู่หน้าห้องน้องสาว....แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโท รศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องสาวเลย แต่โทรฯ ติด แล้วเขาอยู่ไหน ??
ฮัลโหล ? เธออยู่ไหน ? ดิฉันตวาด
.
.
.
.
.
ก็นอนอยู่ในรถสิ ว ะ..... อีบ้า
รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้กู จะกลับดึก...ยังเสือกล็อคประตู อีก ยุงก็กัด.... ชิบหาย
ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534
และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวและลูกชายอย่าง ละคน
ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 24ตารางวาบนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว
ตอนหลังเค้าเลิกกัน เขามาหาดิฉันดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน
แต่ว่ามาคนเดียวนะคะส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา
น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปีจนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉ ันเกือบสลาย
คือ เรื่องของเรื่อง...สามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น.และในเวลา 00.45 น.
ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้ว แต่ดิฉันง่วงมาก ลุกไม่ไหว
ก็หลับต่อ ...ต่อมาก็ตกใจตื่น ตอน ตี 2 กว่าๆ นิดหน่อย ไม่เห็นสามีนอนอยู่
ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี
ใจหายวาบ ....รีบลงมาที่โซฟาข้างล่าง..ก็ไม่มี
รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน
มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก .....
เหลืออยู่ห้องเดียวคือ.....ห้องน้องสาว..ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ....อยากจะเป็นลม
แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติ..คิดใน ใจว่า
ถ้า...เขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร ?
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว...น้ำตาก็ไหล
นึกในใจ ว่า... จะทำอย่างไร ?
เราจะทำอย่างไรดี ....
ลูกก็ยังเล็ก ดิฉันตัดสินใจ ? เลิก?
ยังไงก็ต้องเลิก ....!!
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่น..ส่วนดิฉันจะอยู่ กับลูกๆ
คือจะยกสามีให้น้องสาวไป... ถ้าเขารักกัน
รอจนประมาณ ตี 3 กว่าๆ
ดิฉันนึกในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯเข้ามือถือเขาแล้วเสียงโ ทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเ ลย
เป็นไง...เป็นกัน ดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ
ใจดิฉันเต้นแรง...จนเกือบหลุดออกมาข้างนอก
ดิฉันยืนอยู่หน้าห้องน้องสาว....แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโท รศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องสาวเลย แต่โทรฯ ติด แล้วเขาอยู่ไหน ??
ฮัลโหล ? เธออยู่ไหน ? ดิฉันตวาด
.
.
.
.
.
ก็นอนอยู่ในรถสิ ว ะ..... อีบ้า
รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้กู จะกลับดึก...ยังเสือกล็อคประตู อีก ยุงก็กัด.... ชิบหาย
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
จัดอันดับประเทศที่ประชากรหน้าตาดี

WOW !!!~ ประเทศที่มีประชากรหน้าตาดีที่สุดในโลก.สำรวจมาแล้ววว~(มีไทยด้วย)
จากประชากร ค่าเฉลี่ย จากชายและหญิง คิดเป็น%
แล้วจัดอันดับดังนี้
อันดับ 1 อังกฤษ
อันดับ 2 อเมริกัน
อันดับ 3 เยอรมัน
อันดับ 4 สวีเดน
อันดับ 5 กรีซ
อันดับ 6 สวีสเซอร์แลนด์
อันดับ 7 ตุรกี
อันดับ 8 อิตาลี
อันดับ 9 ไต้หวัน
อันดับ 10 บราซิล
อันดับ 11 ญี่ปุ่น
อันดับ 12 ไทย (ตบมือให้ดังๆ ได้อยู่ในประเทศประชากรหน้าตาดีเป็นอันดับที่12 ^^v)
อันดับ 13 เวเนซูเอล่า
อันดับ 14 ฮ่องกง
อันดับ 15 จีน
เกณฑ์การวัดความหน้าตาดีคือ
1.ใบหน้า โครงหน้า ได้รูป สวย สมบูรณ์
2. ดวงตาเปรียบดังอัลมอนด์
3. ผิวพรรณสวยงาม
4. จมูกโด่งเป็นแท่งสันยาวสวยงดงาม
5. รูปร่างดีสมบูรณแบบ
6. ความมีเสนห์ ดึงดูด และ รังสีออร่า ที่แปล่งประกายออกมา
7.ไม่เคยผ่านการศัลยกรรม หน้าตาดีโดยธรรมชาติ แต่กำเนิด
ประชากรในภูมิภาคเอเชีย
จัดอันดับประเทศที่มีประชากรที่หน้าตาดี ในภูมิภาคเอเชีย
อันดับ 1 ไต้หวัน
อันดับ 2 ญี่ปุ่น
อันดับ 3 ไทย (วู้ว~ คนไทยไม่ธรรมดา~)
อันดับ 4 ฮ่องกง
อันดับ 5 จีน
อันดับ 6 เกาหลี
อันดับ 7 เวียดนาม
อันดับ 8 ฟิลิปปินส์
อันดับ 9 สิงค์โปร์
อันดับ 10 มาเลเซีย
ทดสอบความโง่
แบบทดสอบความโง่
เรามาทำแบบทดสอบความโง่กันเถอะ
(ใคร ตอบถูกหมดคงไอคิวสัก 250) ข้างล่างนี้คือคำถาม 4 ข้อ คุณต้องตอบคำถามเหล่านี้ ในทันทีที่อ่านจบ ห้ามใช้เวลานาน และห้ามแอบดูคำตอบก่อน มาลอง พิสูจน์ดูว่าคุณฉลาดแค่ไหน
(ขำ ขำ คลายเครียดนะค่ะเพื่อน)
คำถาม แรก
คณิตศาสตร์แสนซน หมายเหตุ: กรุณาใช้สมองคิด
อย่าทด หรือกดเครื่องคิดเลขล่ะ ตั้งด้วย 1000 บวก 40 เข้าไป
จากนั้นบวก ด้วย 1000 อีกที แล้วก็บวกด้วย 30
แล้วบวกด้วย 1000 แล้วบวก 20 จากนั้น บวก 1000 อีกที
แล้วก็บวก 10
คำตอบคือ ?
ได้ 5000 หรือ? คำตอบที่ถูกคือ 4100 ไม่เชื่อเหรอ
ลองกดเครื่องคิดเลขดู สิ ดูท่าวันนี้ไม่ใช่วันของคุณแหงๆ
คำถามข้อที่สอง
คุณเข้าร่วมในการแข่งขัน
คุณแซงคนที่ สอง
ตำแหน่งของคุณตอนนี้คือ?
คำตอบ
ถ้าคุณตอบว่าคุณอยู่ อันดับแรก คุณผิดอย่างแรง!
ถ้าคุณแซงคนที่สอง คุณก็อยู่ในอันดับของ เขา
คุณก็อยู่ที่สองสิ! ทิ้งสมองไว้ที่บ้านหรือจ๊ะ?
คำถามข้อที่สาม
ถ้าคุณแซง คนสุดท้ายล่ะ
คุณจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่?
คำตอบ ถ้า คุณตอบว่าอยู่อันดับรองโหล่ คุณก็ผิดละ
อีกทีนึง บอกหน่อย คุณ จะแซงคนสุดท้ายได้ยังไง?
คายปัญญาทิ้งไปหมดแล้วฤๅ?
มาถึงคำถามข้อสุดท้ายแล้วมั้ง ใช่มะ?
พ่อของ Mary มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono.
คนสุดท้องชื่อว่าอะไร?
คำตอบ Nunu?
ไม่ มันผิดแน่ๆ คนสุดท้ายชื่อ Mary สิ
ลอง กลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง
จขกท. ได้เต็มครับบ บ
55555555 5
เรามาทำแบบทดสอบความโง่กันเถอะ
(ใคร ตอบถูกหมดคงไอคิวสัก 250) ข้างล่างนี้คือคำถาม 4 ข้อ คุณต้องตอบคำถามเหล่านี้ ในทันทีที่อ่านจบ ห้ามใช้เวลานาน และห้ามแอบดูคำตอบก่อน มาลอง พิสูจน์ดูว่าคุณฉลาดแค่ไหน
(ขำ ขำ คลายเครียดนะค่ะเพื่อน)
คำถาม แรก
คณิตศาสตร์แสนซน หมายเหตุ: กรุณาใช้สมองคิด
อย่าทด หรือกดเครื่องคิดเลขล่ะ ตั้งด้วย 1000 บวก 40 เข้าไป
จากนั้นบวก ด้วย 1000 อีกที แล้วก็บวกด้วย 30
แล้วบวกด้วย 1000 แล้วบวก 20 จากนั้น บวก 1000 อีกที
แล้วก็บวก 10
คำตอบคือ ?
ได้ 5000 หรือ? คำตอบที่ถูกคือ 4100 ไม่เชื่อเหรอ
ลองกดเครื่องคิดเลขดู สิ ดูท่าวันนี้ไม่ใช่วันของคุณแหงๆ
คำถามข้อที่สอง
คุณเข้าร่วมในการแข่งขัน
คุณแซงคนที่ สอง
ตำแหน่งของคุณตอนนี้คือ?
คำตอบ
ถ้าคุณตอบว่าคุณอยู่ อันดับแรก คุณผิดอย่างแรง!
ถ้าคุณแซงคนที่สอง คุณก็อยู่ในอันดับของ เขา
คุณก็อยู่ที่สองสิ! ทิ้งสมองไว้ที่บ้านหรือจ๊ะ?
คำถามข้อที่สาม
ถ้าคุณแซง คนสุดท้ายล่ะ
คุณจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่?
คำตอบ ถ้า คุณตอบว่าอยู่อันดับรองโหล่ คุณก็ผิดละ
อีกทีนึง บอกหน่อย คุณ จะแซงคนสุดท้ายได้ยังไง?
คายปัญญาทิ้งไปหมดแล้วฤๅ?
มาถึงคำถามข้อสุดท้ายแล้วมั้ง ใช่มะ?
พ่อของ Mary มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono.
คนสุดท้องชื่อว่าอะไร?
คำตอบ Nunu?
ไม่ มันผิดแน่ๆ คนสุดท้ายชื่อ Mary สิ
ลอง กลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง
จขกท. ได้เต็มครับบ บ
55555555 5
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)