ถ้าแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าโรคของคุณรักษาไม่หาย อยู่ในขั้นเป็นมากแล้วและอาจมีชีวิตอยู่ได้สักระยะ คุณและคนในครอบครัวต้องรีบหันเข้าหาแพทย์ทางเลือกอย่างเร่งด่วน ดีกว่านอนรอความตาย
Milk Miracle สามารถฆ่าทำลายต้นตอของเชื้อโรคได้ทุกชนิด เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารเคมีใดๆ จดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีส่วนประกอบ ได้แก่ นมผง มะรุม มะระขี้นก ใบบัวบก เปลือกและเมล็ดองุ่นแดง สาหร่าย ผลไม้ต่างๆ และสมุนไพรอีกกว่า 20 ชนิด
มีตรารับรองสินค้าต่างๆ ที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่ข้างกระปุก ดังรูป
1. เครื่องหมายอาหารปลอดภัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
2. เครื่องหมาย อย.
3. เครื่องหมายฮาลาล
4. เครื่องหมาย HACCP มาตรฐานอาหารปลอดภัย
ต่อไปคนไทยไม่ต้องกลัวโรคร้าย เพราะสมุนไพรไทยเป็นที่ 1 ของโลก
Milk Miracle ไม่มีสารเคมีใดๆ เป็นสมุนไพรไทยล้วนๆ ปรุงขึ้นเป็นอาหาร ทานได้ทั้งวัน ไม่มีผลร้ายข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผลในการ ชะลอ ระงับ และ ทำลาย (ฆ่า) ต้นตอของเชื้อโรคร้ายได้ทุกชนิด ทั้ง 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มเชื้อไวรัส 2. กลุ่มเชื้อแบคทีเรีย 3. กลุ่มเชื้อรา
เชื้อโรคทั้ง 3 กลุ่ม มีสายพันธุ์แยกย่อยได้อีกมากมายนัก เป็นสิ่งมีชีวิต จึงต้องกินอาหาร อาหารของเชื้อโรคเหล่านั้นคือ มนุษย์ สัตว์ และพืช เราป่วยก็เพราะถูกเชื้อโรคกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือทั้ง 3 กลุ่มกินเรา จึงก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น เอดส์ มะเร็งทุกชนิด เบาหวาน ความดัน ไขมัน ภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน โรคไต โรคหัวใจ โรคเก๊า โรคอ้วน และโรคอื่นๆอีกมากมาย เราอยากหายป่วยเราก็ต้องทำลายเชื้อโรคเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปโดยให้หมอรักษาหรือรับประทานยา แต่ปัจจุบันนี้ ยาที่มีอยู่ในโรงพยาบาล ในร้านขายยาและในโลก ส่วนใหญ่เป็นยาที่ จะรักษาโรคได้มีแค่เชื้อ แบคทีเรียและเชื้อราเท่านั้น เมื่อเราป่วยเป็นโรคในกลุ่ม เชื้อไวรัส เช่น เอดส์ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลืดขาว มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งอื่นๆทุกชนิด เบาหวาน ความดัน ไขมันอุดตัน ภูมิแพ้ สะเก็ดเงิน โรคไต โรคหัวใจ โรคเก๊า โรคกระดูก โรคอ้วน และโรคอื่นๆอีกมากมาย หมอไม่สามารถรักษาได้ เพราะยาที่จะทำลายเชื้อไวรัส เหล่านี้ยังไม่มี ที่ทำได้ในปัจจุบันก็แค่การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเท่านั้น
เป็นที่น่ายินดีที่ " Milk Miracle " สามารถทำลายเชื้อโรค ปราบโรคร้ายเหล่านี้ได้ทั้ง 3 กลุ่มอย่างราบคาบ ต่อแต่นี้ไป ผู้ป่วยที่มีบุญเท่านนั้นจึงจะรู้ว่ามี " Milk miracle " ช่วยฆ่าเชื้อโรค และ ได้รับประทาน " Milk miracle " ก็จะหายจากการเจ็บป่วยได้ 9 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำลายเชื้อโรคร้ายได้จริงทั้ง 3 กลุ่ม ทำให้ผู้ป่วยหายได้เกือบ 100 %
วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
ฟอร์ด โมเดลที

ฟอร์ด โมเดลที (Ford Model T) เป็นชื่อรถยนต์คุณภาพในยุคบุกเบิก ตั้งแต่ พ.ศ. 2451 ถึง พ.ศ. 2470 ผลิตและออกแบบโดย เฮนรี่ ฟอร์ด, ชิลด์ ฮารอลด์ วิลส์ และชาวฮังกาเรียนซึ่งมาตั้งรกรากอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 2 คน คือ โจเซฟ เอ กาเลมบ์ กับ ยูจีน ฟาร์กัส เป็นรถยนต์ที่พัฒนามาจากรถยนต์ต้นแบบคือ ฟอร์ด โมเดลเอ็น (มีแค่ที่นั่งเดียว) และยังได้รับสมญานามว่า "ฟอร์ดพลังม้า" รถยนต์ ฟอร์ด โมเดลที จัดว่าเป็นรถที่มีเครื่องยนต์และทรวดทรงที่ปราณีต และยังเป็นแม่แบบให้กับรถยนต์ ฟอร์ด โมเดลเอ
การมาของรถยนต์ ฟอร์ด โมเดลที ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน เป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของ เฮนรี่ ฟอร์ด และสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นมา รถยนต์ของเขาเป็นที่ต้องการวงกว้างในตลาดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นยุคที่บุกเบิกอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทุกชนิด และยังทำเงินให้เขาขึ้นทำเนียบเศรษฐี พร้อมกับทำเงินให้ประเทศของเขา และยังเป็นความสำเร็จชิ้นแรกๆ ของบริษัทฟอร์ดที่เขาก่อตั้งขึ้น
การมาของรถยนต์ ฟอร์ด โมเดลที ต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน เป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของ เฮนรี่ ฟอร์ด และสหรัฐอเมริกา ต่อจากนั้นมา รถยนต์ของเขาเป็นที่ต้องการวงกว้างในตลาดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเป็นยุคที่บุกเบิกอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทุกชนิด และยังทำเงินให้เขาขึ้นทำเนียบเศรษฐี พร้อมกับทำเงินให้ประเทศของเขา และยังเป็นความสำเร็จชิ้นแรกๆ ของบริษัทฟอร์ดที่เขาก่อตั้งขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เซนต์เซย์ย่า

ซนต์เซย์ย่า (ญี่ปุ่น: 聖闘士星矢 Seinto Seiya เซะอินโตะเซยะ ?) เป็นชื่อของหนังสือการ์ตูน ซึ่งแต่งขึ้นโดย มาซามิ คุรุมาดะ ซึ่งใช้กลุ่มดาวม้าบินมาเป็นตัวเอกของเรื่อง เนื่องจากม้าบินกำลังอยู่ในท่าทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตรงกับภาพลักษณ์ของตัวเอกที่เขาได้คิดไว้นั่นเอง โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่ม 5 คนที่เรียกว่า เซนต์ (saint) ต่อสู้โดยใช้ร่างกายของตนเองเป็นอาวุธเพื่อปกป้องคิโดะ ซาโอริ ผู้เป็นอวตารของเทพีอะธีนา และต่อสู้กับทัพศัตรูแห่งความชั่วร้าย ในโลกร่วมสมัยที่มีบรรยากาศของเทพปกรณัมกรีก
ในประเทศญี่ปุ่น เซนต์เซย์ย่าลงตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ และออกเป็นหนังสือรวมเล่มจำนวน 28 เล่มจบ ส่วนในประเทศไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจได้รับสิทธิ์ในการตีพิมพ์ฉบับรวมเล่ม นอกจากภาคหลักแล้ว เซนต์เซย์ย่ายังได้รับการแต่งภาคเสริมขึ้นอีกหลายภาคด้วยกัน ได้แก่ ภาค Episode G , Next Dimension และ The Lost Canvas
เซนต์เซย์ย่าถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของอะนิเมะ และออกฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยบริษัท โตเอแอนิเมชัน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจนได้ออกอากาศติดต่อกันนานเกือบ 3 ปี นอกจากนี้ยังได้แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชียด้วยกัน เช่น ประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีการนำเซนต์เซย์ย่ามาออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2531 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยใช้ชื่อว่า "เซย่า เทพบุตรหมัดดาวหาง" จากนั้นก็ได้ออกอากาศซ้ำอีกในปี พ.ศ. 2547 ทางสถานีโทรทัศน์ยูบีซี (ทรูวิชั่นส์ ในปัจจุบัน) และมีการนำออกวางจำหน่ายในรูปแบบวีซีดีโดย บริษัท การ์ตูนอินเตอร์ จำกัด ด้วย นอกจากนี้เซนต์เซนเซย่ายังได้รับการดัดแปลงเป็นสื่อในรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ภาพยนตร์ ละครเวที เกม และของเล่นต่าง ๆ
ในประเทศญี่ปุ่น เซนต์เซย์ย่าลงตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ และออกเป็นหนังสือรวมเล่มจำนวน 28 เล่มจบ ส่วนในประเทศไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจได้รับสิทธิ์ในการตีพิมพ์ฉบับรวมเล่ม นอกจากภาคหลักแล้ว เซนต์เซย์ย่ายังได้รับการแต่งภาคเสริมขึ้นอีกหลายภาคด้วยกัน ได้แก่ ภาค Episode G , Next Dimension และ The Lost Canvas
เซนต์เซย์ย่าถูกสร้างขึ้นในรูปแบบของอะนิเมะ และออกฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยบริษัท โตเอแอนิเมชัน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจนได้ออกอากาศติดต่อกันนานเกือบ 3 ปี นอกจากนี้ยังได้แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในประเทศต่าง ๆ อีกหลายประเทศ ทั้งในแถบเอเชียด้วยกัน เช่น ประเทศจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ประเทศแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งมีการนำเซนต์เซย์ย่ามาออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2531 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 โดยใช้ชื่อว่า "เซย่า เทพบุตรหมัดดาวหาง" จากนั้นก็ได้ออกอากาศซ้ำอีกในปี พ.ศ. 2547 ทางสถานีโทรทัศน์ยูบีซี (ทรูวิชั่นส์ ในปัจจุบัน) และมีการนำออกวางจำหน่ายในรูปแบบวีซีดีโดย บริษัท การ์ตูนอินเตอร์ จำกัด ด้วย นอกจากนี้เซนต์เซนเซย่ายังได้รับการดัดแปลงเป็นสื่อในรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ภาพยนตร์ ละครเวที เกม และของเล่นต่าง ๆ
ป้ายกำกับ:
รูปจาก http://www.animesnoringo.com/w,
วิกิพีเดีย,
Saint_Seiya
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ

ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ (ญี่ปุ่น: 北斗の拳 Hokuto no Ken ?) (อังกฤษ: Fist of the North Star) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวต่อสู้ แต่งเนื้อเรื่องโดย บุรอนซอน และวาดภาพโดย เท็ตสึโอะ ฮาร่า ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารโชเน็นจัมป์ ปี พ.ศ. 2526-2531 ฉบับรวมเล่มมีทั้งหมด 27 เล่มจบ ต่อมาได้ถูกสร้างเป็นอะนิเมะ เกม โอวีเอ รวมถึงภาพยนตร์จอเงิน (ทั้งแบบใช้คนแสดง และแบบอะนิเมะ) เรื่องราวกล่าวถึงเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 3 ในปี ค.ศ. 199X ซึ่งทำให้โลกกลับคืนสู่ยุคเข็ญและความป่าเถื่อน มีเพียง เคนชิโร่ บุรุษผู้มีรอยแผลเป็นรูปดาวเหนือ 7 แห่งบนหน้าอกเท่านั้นที่จะสามารถกอบกู้โลกได้ ด้วย "หมัดอุดรเทวะ" เพลงหมัดที่สามารถทะลวงจุดตายของคู่ต่อสู้ ส่งผลให้อวัยวะภายในแหลกเหลว และร่างกายระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ในพริบตา
ในปี พ.ศ. 2538 ทางฮอลลีวู้ดได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "Fist of the Northern Star" โดยนำเค้าโครงมาจากการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย
ในปี พ.ศ. 2538 ทางฮอลลีวู้ดได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "Fist of the Northern Star" โดยนำเค้าโครงมาจากการ์ตูนเรื่องนี้ด้วย
นวนิยายเรื่องเบวูล์ฟ

การรบกับเกรนเดลบทกวีเบวูล์ฟ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของกษัตริย์ร็อดการ์ (Hroðgar) ผู้สร้างหอเมรัยขนาดใหญ่ชื่อ เฮร็อต (Heorot) สำหรับเป็นสโมสรของพลเมือง ทั้งองค์กษัตริย์ พระชายา และบรรดานักรบต่างพากันร้องรำทำเพลง เฉลิมฉลองอยู่ในหอเมรัย จนกระทั่งเกรนเดล ผู้ถูกขับจากชุมชน ทนไม่ไหว และเข้ามาบุกทำลายหอเมรัย กับสังหารนักรบของร็อดการ์ระหว่างหลับเสียชีวิตไปมาก แต่เกรนเดลกลับไม่กล้าแตะต้องบัลลังก์แห่งร็อดการ์ ด้วยว่าองค์กษัตริย์นั้นได้รับการพิทักษ์จากเทพเจ้า แต่ร็อดการ์กับพลเมืองของพระองค์ก็จำต้องละทิ้งเฮร็อตเสีย
เบวูล์ฟเป็นนักรบหนุ่มชาวกีตส์ เขาได้ยินเรื่องความวิบัติที่เกิดกับแผ่นดินของร็อดการ์ ต่อมาร็อดการ์ได้เชิญให้เขาเดินทางออกจากแผ่นดินของตนเพื่อมาช่วยเหลือ
เบวูล์ฟกับนักรบของเขาค้างคืนในเฮร็อต หลังจากพวกเขาหลับไป เกรนเดลก็เข้ามาโจมตี และสังหารคนของเบวูล์ฟไปคนหนึ่ง เบวูล์ฟนั้นแสร้งหลับอยู่ จึงโจนขึ้นจับแขนของเกรนเดลไว้ ทั้งสองต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจนหอเมรัยแทบถล่มทลาย นักรบของเบวูล์ฟชักดาบออกและเข้าไปช่วยเหลือ แต่ดาบของพวกเขาไม่อาจทำร้ายเกรนเดลได้เลย เพราะมันลงอาคมใส่ดาบของพวกมนุษย์ ในที่สุด เบวูล์ฟฉีกแขนของเกรนเดลหลุดจากร่าง ขาดจนถึงหัวไหล่ เกรนเดลหนีกลับไปยังรังของมันได้และเสียชีวิต
[แก้] การรบกับมารดาของเกรนเดลคืนต่อมา มีการเฉลิมฉลองใหญ่ที่เบวูล์ฟสังหารเกรนเดลได้ จากนั้นร็อดการ์กับคนของพระองค์ก็นอนในเฮร็อต คืนนั้นมารดาของเกรนเดลปรากฏตัวขึ้นและเข้าทำลายหอเมรัยอีก นางสังหารนักรบฝีมือดีของร็อดการ์ไปมาก โดยเฉพาะคนฝีมือดีที่สุดคือ Æschere เพื่อแก้แค้นให้เกรนเดล
ร็อดการ์ เบวูล์ฟ และเหล่านักรบ สะกดรอยตามมารดาของเกรนเดลไปจนถึงรังของนางซึ่งอยู่ใต้ทะเลสาบประหลาดแห่งหนึ่ง เบวูล์ฟเตรียมตัวเข้าไปรบกับนาง เขาได้รับดาบวิเศษเล่มหนึ่งจากนักรบคนหนึ่งชื่อ อุนเฟียร์ธ ดาบนั้นมีชื่อว่า รุนทิง (Hrunting) หลังจากต่อรองผลประโยชน์ตอบแทน และพินัยกรรมของเบวูล์ฟแล้ว เขาจึงดำน้ำลงไปในทะเลสาบนั้น เมื่อล่วงล้ำเข้าไป เขาก็ถูกมารดาของเกรนเดลโจมตีทันที แต่นางไม่สามารถทำอันตรายแก่เบวูล์ฟได้ เพราะเขาสวมเกราะอยู่ นางลากตัวเบวูล์ฟลงไปยังถ้ำที่ก้นทะเลสาบ ที่ซึ่งร่างของเกรนเดลและเหล่านักรบที่ปีศาจทั้งสองสังหารไปนอนแน่นิ่งอยู่ แล้วทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างหนัก
ในช่วงแรก มารดาของเกรนเดลเป็นฝ่ายมีเปรียบ เบวูล์ฟพบว่าดาบรุนทิงของเขาไม่สามารถทำอันตรายต่อนางได้เลย ต่อมาเบวูล์ฟหันไปหยิบดาบขนาดใหญ่ในหมู่สรรพาวุธที่สะสมอยู่ในถ้ำ (ในบทกวีบอกว่า ไม่มีผู้ใดสามารถยกดาบนั้นขึ้นใช้ในการรบได้เลย) แล้วเบวูล์ฟจึงตัดศีรษะนางเสีย เขาสำรวจลึกเข้าไปในถ้ำจนพบร่างของเกรนเดล ก็ตัดเอาศีรษะมันมาด้วย เขาเดินทางกลับออกมาสู่ผิวน้ำอีกครั้งใน "ชั่วโมงที่เก้า" (คือเวลาประมาณบ่ายสามโมง) [8] และเดินทางกลับไปยังเฮร็อต ร็อดการ์พระราชทานของขวัญให้แก่เขามากมาย รวมทั้งดาบ Nægling ซึ่งเป็นมรดกประจำตระกูลของพระองค์
ภาพวาดการต่อสู้ระหว่างเบวูล์ฟกับมังกร โดย เจ. อาร์. สเกลตัน ค.ศ. 1908[แก้] การรบกับมังกรเบวูล์ฟเดินทางกลับบ้าน ต่อมาเขาได้เป็นกษัตริย์ของพลเมืองของเขา จนวันหนึ่งเมื่อเบวูล์ฟอยู่ในวัยชรา ทาสคนหนึ่งลอบขโมยถ้วยทองคำออกมาจากรังมังกรที่ไม่ปรากฏชื่อตัวหนึ่ง เมื่อมังกรรู้ตัวว่าถ้วยทองคำถูกขโมยไป ก็ออกตามหาด้วยความโกรธแค้น และเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เบวูล์ฟกับเหล่านักรบของเขาออกมาต่อสู้กับมังกร แต่ปรากฏว่ามีเพียงนักรบหนุ่มชื่อ วิกลัฟ เพียงคนเดียว ที่กล้าออกไปร่วมรบเคียงไหล่กับเบวูล์ฟ เพราะคนที่เหลือพากันหวาดกลัว เบวูล์ฟสามารถสังหารมังกรได้ด้วยความช่วยเหลือของวิกลัฟ แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต
หลังจากเผาศพแล้ว เบวูล์ฟถูกฝังอยู่ในกีตส์แลนด์ เหนือหน้าผาที่มองออกไปสู่ท้องทะเล ซึ่งเหล่ากลาสีสามารถมองเห็นหลุมฝังศพของเขาได้ ส่วนสมบัติของมังกรถูกฝังไปพร้อมกับเขาด้วย มิได้นำออกแจกจ่ายพลเมือง เพราะในสมบัติของมังกรมีคำสาปอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นประเพณีของชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวีย ในการฝังทรัพย์สมบัติไปพร้อมกับผู้ตายด้วย
เบวูล์ฟเป็นนักรบหนุ่มชาวกีตส์ เขาได้ยินเรื่องความวิบัติที่เกิดกับแผ่นดินของร็อดการ์ ต่อมาร็อดการ์ได้เชิญให้เขาเดินทางออกจากแผ่นดินของตนเพื่อมาช่วยเหลือ
เบวูล์ฟกับนักรบของเขาค้างคืนในเฮร็อต หลังจากพวกเขาหลับไป เกรนเดลก็เข้ามาโจมตี และสังหารคนของเบวูล์ฟไปคนหนึ่ง เบวูล์ฟนั้นแสร้งหลับอยู่ จึงโจนขึ้นจับแขนของเกรนเดลไว้ ทั้งสองต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจนหอเมรัยแทบถล่มทลาย นักรบของเบวูล์ฟชักดาบออกและเข้าไปช่วยเหลือ แต่ดาบของพวกเขาไม่อาจทำร้ายเกรนเดลได้เลย เพราะมันลงอาคมใส่ดาบของพวกมนุษย์ ในที่สุด เบวูล์ฟฉีกแขนของเกรนเดลหลุดจากร่าง ขาดจนถึงหัวไหล่ เกรนเดลหนีกลับไปยังรังของมันได้และเสียชีวิต
[แก้] การรบกับมารดาของเกรนเดลคืนต่อมา มีการเฉลิมฉลองใหญ่ที่เบวูล์ฟสังหารเกรนเดลได้ จากนั้นร็อดการ์กับคนของพระองค์ก็นอนในเฮร็อต คืนนั้นมารดาของเกรนเดลปรากฏตัวขึ้นและเข้าทำลายหอเมรัยอีก นางสังหารนักรบฝีมือดีของร็อดการ์ไปมาก โดยเฉพาะคนฝีมือดีที่สุดคือ Æschere เพื่อแก้แค้นให้เกรนเดล
ร็อดการ์ เบวูล์ฟ และเหล่านักรบ สะกดรอยตามมารดาของเกรนเดลไปจนถึงรังของนางซึ่งอยู่ใต้ทะเลสาบประหลาดแห่งหนึ่ง เบวูล์ฟเตรียมตัวเข้าไปรบกับนาง เขาได้รับดาบวิเศษเล่มหนึ่งจากนักรบคนหนึ่งชื่อ อุนเฟียร์ธ ดาบนั้นมีชื่อว่า รุนทิง (Hrunting) หลังจากต่อรองผลประโยชน์ตอบแทน และพินัยกรรมของเบวูล์ฟแล้ว เขาจึงดำน้ำลงไปในทะเลสาบนั้น เมื่อล่วงล้ำเข้าไป เขาก็ถูกมารดาของเกรนเดลโจมตีทันที แต่นางไม่สามารถทำอันตรายแก่เบวูล์ฟได้ เพราะเขาสวมเกราะอยู่ นางลากตัวเบวูล์ฟลงไปยังถ้ำที่ก้นทะเลสาบ ที่ซึ่งร่างของเกรนเดลและเหล่านักรบที่ปีศาจทั้งสองสังหารไปนอนแน่นิ่งอยู่ แล้วทั้งสองก็ต่อสู้กันอย่างหนัก
ในช่วงแรก มารดาของเกรนเดลเป็นฝ่ายมีเปรียบ เบวูล์ฟพบว่าดาบรุนทิงของเขาไม่สามารถทำอันตรายต่อนางได้เลย ต่อมาเบวูล์ฟหันไปหยิบดาบขนาดใหญ่ในหมู่สรรพาวุธที่สะสมอยู่ในถ้ำ (ในบทกวีบอกว่า ไม่มีผู้ใดสามารถยกดาบนั้นขึ้นใช้ในการรบได้เลย) แล้วเบวูล์ฟจึงตัดศีรษะนางเสีย เขาสำรวจลึกเข้าไปในถ้ำจนพบร่างของเกรนเดล ก็ตัดเอาศีรษะมันมาด้วย เขาเดินทางกลับออกมาสู่ผิวน้ำอีกครั้งใน "ชั่วโมงที่เก้า" (คือเวลาประมาณบ่ายสามโมง) [8] และเดินทางกลับไปยังเฮร็อต ร็อดการ์พระราชทานของขวัญให้แก่เขามากมาย รวมทั้งดาบ Nægling ซึ่งเป็นมรดกประจำตระกูลของพระองค์
ภาพวาดการต่อสู้ระหว่างเบวูล์ฟกับมังกร โดย เจ. อาร์. สเกลตัน ค.ศ. 1908[แก้] การรบกับมังกรเบวูล์ฟเดินทางกลับบ้าน ต่อมาเขาได้เป็นกษัตริย์ของพลเมืองของเขา จนวันหนึ่งเมื่อเบวูล์ฟอยู่ในวัยชรา ทาสคนหนึ่งลอบขโมยถ้วยทองคำออกมาจากรังมังกรที่ไม่ปรากฏชื่อตัวหนึ่ง เมื่อมังกรรู้ตัวว่าถ้วยทองคำถูกขโมยไป ก็ออกตามหาด้วยความโกรธแค้น และเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เบวูล์ฟกับเหล่านักรบของเขาออกมาต่อสู้กับมังกร แต่ปรากฏว่ามีเพียงนักรบหนุ่มชื่อ วิกลัฟ เพียงคนเดียว ที่กล้าออกไปร่วมรบเคียงไหล่กับเบวูล์ฟ เพราะคนที่เหลือพากันหวาดกลัว เบวูล์ฟสามารถสังหารมังกรได้ด้วยความช่วยเหลือของวิกลัฟ แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต
หลังจากเผาศพแล้ว เบวูล์ฟถูกฝังอยู่ในกีตส์แลนด์ เหนือหน้าผาที่มองออกไปสู่ท้องทะเล ซึ่งเหล่ากลาสีสามารถมองเห็นหลุมฝังศพของเขาได้ ส่วนสมบัติของมังกรถูกฝังไปพร้อมกับเขาด้วย มิได้นำออกแจกจ่ายพลเมือง เพราะในสมบัติของมังกรมีคำสาปอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นประเพณีของชาวเยอรมันและสแกนดิเนเวีย ในการฝังทรัพย์สมบัติไปพร้อมกับผู้ตายด้วย
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์

บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ (อังกฤษ: The Diary of a Young Girl) เป็นหนังสือที่สร้างขึ้นจากสมุดบันทึกประจำวันของอันเนอ ฟรังค์ ขณะที่เธอและครอบครัวต้องหลบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลาเกือบสองปี เพื่อหลบหนีการล่าชาวยิวในเนเธอร์แลนด์ขณะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของนาซีเยอรมนีระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวของอันเนอ ฟรังค์ ถูกจับตัวได้ในปี ค.ศ. 1944 และส่งไปยังค่ายกักกันชาวยิว อันเนอผู้เขียนเสียชีวิตด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ในค่ายกักกันเบลเซน ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสงคราม ออตโต ฟรังค์ พ่อของเธอ ซึ่งเป็นคนเดียวในครอบครัวที่รอดชีวิต ได้นำบันทึกนี้ออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ
หนังสือได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Contact Publishing ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ในปี ค.ศ. 1947 ใช้ชื่อเรื่องในภาษาดัตช์ว่า Het Achterhuis: Dagboekbrieven van 12 Juni 1942 – 1 Augustus 1944 (ห้องลับ : บันทึกประจำวันตั้งแต่ 12 มิถุนายน 1942 - 1 สิงหาคม 1944) หนังสือเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยกว้างขวางและเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วหลังจากฉบับแปลภาษาอังกฤษออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 1952 ใช้ชื่อเรื่องว่า Anne Frank: The Diary of a Young Girl พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Doubleday & Company ในสหรัฐฯ และโดยสำนักพิมพ์ Vallentine Mitchell ในอังกฤษ ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20
หนังสือได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Contact Publishing ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ในปี ค.ศ. 1947 ใช้ชื่อเรื่องในภาษาดัตช์ว่า Het Achterhuis: Dagboekbrieven van 12 Juni 1942 – 1 Augustus 1944 (ห้องลับ : บันทึกประจำวันตั้งแต่ 12 มิถุนายน 1942 - 1 สิงหาคม 1944) หนังสือเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์โดยกว้างขวางและเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วหลังจากฉบับแปลภาษาอังกฤษออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 1952 ใช้ชื่อเรื่องว่า Anne Frank: The Diary of a Young Girl พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Doubleday & Company ในสหรัฐฯ และโดยสำนักพิมพ์ Vallentine Mitchell ในอังกฤษ ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20
108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน

108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน (อังกฤษ: Water Margin, Outlaws of the Marsh, All Men Are Brothers จีน: ซ้องกั๋ง ?? หรือ สุยหู่จ้วน ???) เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ สามก๊ก ไซอิ๋ว และความฝันในหอแดง เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่จับความมาจากเหตุการณ์ช่วงปลายราชวงศ์เป่ยซ่ง ราว ค.ศ. 900 ว่าด้วยเรื่องของกบฏชาวนา หรือผู้กล้า 108 คนที่รวมตัวกันปกป้องบ้านเมือง แต่เดิมเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก ต่อมาศิลปินพื้นบ้านนำเรื่องเล่านี้มาผูกเป็นเพลงงิ้ว เรื่องสุยหู่จ้วนมีการประพันธ์ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดย ซือไน่อัน และต่อมาได้รับการขัดเกลาจาก หลอกว้านจง ผู้ประพันธ์นวนิยายสามก๊ก บางแห่งว่าซือไน่อันเป็นอาจารย์ของหลอกว้านจง แต่บางแห่งก็ว่าเป็นคนเดียวกัน ชื่อเรื่อง สุยหู่จ้วน ในภาษาจีนมีความหมายว่า "ลำนำริมฝั่งน้ำ" หมายถึงสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวหรือฐานทัพของผู้กล้าทั้งร้อยแปดคน คือริมทะเลสาบเหลียงซานป๋อ
เรื่อง สุยหู่จ้วน มีการแปลเป็นไทยแล้วหลายสำนวน และเรียกชื่อไปต่างๆ กัน เช่น ซ้องกั๋ง หรือ ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน สำนวนแปลล่าสุดเป็นของ รัถยา สารธรรม พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ เมื่อปี พ.ศ. 2546 ใช้ชื่อเรื่องว่า 108 ผู้กล้าเหลียงซันปอ
โครงเรื่อง
เรื่อง สุยหู่จ้วน มีการแปลเป็นไทยแล้วหลายสำนวน และเรียกชื่อไปต่างๆ กัน เช่น ซ้องกั๋ง หรือ ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน สำนวนแปลล่าสุดเป็นของ รัถยา สารธรรม พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ เมื่อปี พ.ศ. 2546 ใช้ชื่อเรื่องว่า 108 ผู้กล้าเหลียงซันปอ
โครงเรื่อง
เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิซ่งฮุ่ยจง ช่วงนี้ฮ่องเต้อ่อนแอ และขุนนางกังฉินที่มีอิทธิพลมากจนถึงขั้นฮ่องเต้ต้องเกรงใจนั้น ชื่อ เกาฉิว
ตัวละครทั้ง 108 คนนั้นมีประวัติความเป็นมาแทบจะเหมือนกันหมด คือ ถูกขุนนางกลั่นแกล้ง กดขี่ข่มเหง เป็นต้น ทำให้แต่ละคนลี้ภัยออกจากเมืองของตัวเอง แล้วมารวมตัวกัน ณ เขาเหลียงซาน เพื่อปราบปรามขุนนางชั่ว อันที่จริงแล้ว เหล่าผู้กล้าทั้ง 108 นี้คือเทพยดาจุติลงมาเกิดเพื่อปราบยุคเข็ญ เมื่อพวกเขาได้มาพบกัน ก็สาบานตัวเป็นพี่น้องกัน
ผู้นำคนสำคัญของผู้กล้าเขาเหลียงซาน คือ ซ่งเจียง หรือซ้องกั๋ง ซ่งเจียงนั้นได้รับความยกย่องจากชาวยุทธทั่วหล้าว่า เป็น "ฝนทันใจ" เนื่องจากเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี และส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือชาวยุทธมาตลอดจนได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า
เรื่องราวตอนต้น ๆ จะกล่าวถึงที่มาของตัวละครบางตัวที่สำคัญว่า เหตุใดถึงได้เข้ามารวมกลุ่มเขาเหลียงซานได้ เช่น พระหลู่จื้อเซิน ซือจิ้น หวังจิ้น หลี่ขุย ซ่งเจียง เป็นต้น ส่วนกลางเรื่องจนถึงท้ายเรื่องนั้น จะเกี่ยวข้องกับ การที่เหล่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานต้องออกไปปราบปรามกบฏกลุ่มต่าง ๆ ทั่วแผ่นดิน ตามราชโองการของฮ่องเต้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นแผนหลอกใช้ของเกาฉิวอีกที) การไปปราบกบฏกลุ่มต่าง ๆ นั้น แสดงถึงการรบโดยขาดการวางแผนอย่างดี จนทำให้สูญเสียผู้กล้าไปมากมายอย่างน่าเสียดาย เพราะผู้กล้าหลายคนเสียชีวิตจากกับดักต่าง ๆ เป็นอันมาก และเป็นการรบที่รบเสียจนแทบไม่ได้หยุดหย่อน ผู้กล้าบางคนทนไม่ไหวแยกตัวออกไปจากกลุ่ม ในท้ายที่สุด ซ่งเจียงก็ปราบกบฏทั่วแผ่นดินได้หมด ฮ่องเต้จึงได้พระราชทานเหล้าให้แก่ซ่งเจียง แต่เกาฉิวได้แอบใส่ยาพิษไปในเหล้าด้วย ทำให้ซ่งเจียงเสียชีวิต จึงทำให้ไม่สามารถรวมตัวผู้กล้าที่รอดชีวิตจากศึกครั้งนี้ได้อีก และเหล่าผู้กล้าที่เหลือก็ถูกเกาฉิวสังหารไปทีละคนจนหมด
ตัวละครทั้ง 108 คนนั้นมีประวัติความเป็นมาแทบจะเหมือนกันหมด คือ ถูกขุนนางกลั่นแกล้ง กดขี่ข่มเหง เป็นต้น ทำให้แต่ละคนลี้ภัยออกจากเมืองของตัวเอง แล้วมารวมตัวกัน ณ เขาเหลียงซาน เพื่อปราบปรามขุนนางชั่ว อันที่จริงแล้ว เหล่าผู้กล้าทั้ง 108 นี้คือเทพยดาจุติลงมาเกิดเพื่อปราบยุคเข็ญ เมื่อพวกเขาได้มาพบกัน ก็สาบานตัวเป็นพี่น้องกัน
ผู้นำคนสำคัญของผู้กล้าเขาเหลียงซาน คือ ซ่งเจียง หรือซ้องกั๋ง ซ่งเจียงนั้นได้รับความยกย่องจากชาวยุทธทั่วหล้าว่า เป็น "ฝนทันใจ" เนื่องจากเป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี และส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือชาวยุทธมาตลอดจนได้แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า
เรื่องราวตอนต้น ๆ จะกล่าวถึงที่มาของตัวละครบางตัวที่สำคัญว่า เหตุใดถึงได้เข้ามารวมกลุ่มเขาเหลียงซานได้ เช่น พระหลู่จื้อเซิน ซือจิ้น หวังจิ้น หลี่ขุย ซ่งเจียง เป็นต้น ส่วนกลางเรื่องจนถึงท้ายเรื่องนั้น จะเกี่ยวข้องกับ การที่เหล่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานต้องออกไปปราบปรามกบฏกลุ่มต่าง ๆ ทั่วแผ่นดิน ตามราชโองการของฮ่องเต้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นแผนหลอกใช้ของเกาฉิวอีกที) การไปปราบกบฏกลุ่มต่าง ๆ นั้น แสดงถึงการรบโดยขาดการวางแผนอย่างดี จนทำให้สูญเสียผู้กล้าไปมากมายอย่างน่าเสียดาย เพราะผู้กล้าหลายคนเสียชีวิตจากกับดักต่าง ๆ เป็นอันมาก และเป็นการรบที่รบเสียจนแทบไม่ได้หยุดหย่อน ผู้กล้าบางคนทนไม่ไหวแยกตัวออกไปจากกลุ่ม ในท้ายที่สุด ซ่งเจียงก็ปราบกบฏทั่วแผ่นดินได้หมด ฮ่องเต้จึงได้พระราชทานเหล้าให้แก่ซ่งเจียง แต่เกาฉิวได้แอบใส่ยาพิษไปในเหล้าด้วย ทำให้ซ่งเจียงเสียชีวิต จึงทำให้ไม่สามารถรวมตัวผู้กล้าที่รอดชีวิตจากศึกครั้งนี้ได้อีก และเหล่าผู้กล้าที่เหลือก็ถูกเกาฉิวสังหารไปทีละคนจนหมด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)